ภาษา : ไทย | English 
กระบวนพยุหยาตราชลมารค

กระบวนพยุหยาตราชลมารค

กระบวนพยุหยาตราชลมารค ในปัจจุบันหมายถึงกระบวนแห่เสด็จพรราชดำเนินโดยชลวิถีด้วยกระบวนเรือพระราชพิธี ตามเค้าของการยาตรากระบวนทัพเรือแต่โบราณ

 

เรือพระราชพิธีที่ใช้ในกระบวนเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ แท้จริงก็คือเรือรบที่โบราณท่านใช้ในลำแม่น้ำ ทางกองทัพเรือได้เขียนคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องเรือรบสมัยโบราณของไทยไว้ใน "ประวัติย่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์" มีความตอนหนึ่งว่า "เรือรบสมัยโบราณของไทยมี ๒ ประเภท คือ เรือรบในลำแม่น้ำกับเรือรบทางทะเล เรือเหล่านี้มีรูปร่างและขนาดต่างๆ กัน เรือรบในลำแม่น้ำมีมาก่อนเรือรบทางทะเลมีขึ้นภายหลัง เพราะศึกสงครามทางทะเลมีน้อย ฉะนั้นเรือรบในลำแม่น้ำจึงมีความสำคัญมากกว่าเรือรบทางทะเล แต่ในสมัยปัจจุบันตรงกันข้าม เรือรบทางทะเลเท่านั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ส่วนเรือรบในลำแม่น้ำพ้นสมัยใช้เป็นเรือรบ จึงกลายมาเป็นเรือสำหรับประกอบการพระราชพิธี"

 

แต่โบราณ สมัยเมื่อยังใช้เรือรบในลำแม่น้ำเป็นกำลังสำคัญในการรบนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินโดยชลวิถีไปในการพระราชพิธีใด อันมุ่งหมายที่จะแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพภายใต้พระบารมี เช่นพระราชดำเนินเลียบพระนครในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือจะต้องเสด็จพระราชดำเนินรอนแรมไปทางไกล อันอาจจะมีไพรีจู่โจมกลางทางได้ ก็จะจัดกระบวนเสด็จพระราชดำเนินเป็นกระบวนพยุหยาตราในทำนองเสด็จกรีฑาทัพเรือ แต่ภายหลังได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินด้วย

 

มูลเหตุที่จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตรานั้น ก็เนื่องมาแต่ในยามที่ว่างศึกสงคราม ทางราชการก็จำเป็นที่จะต้องกะเกณฑ์ผู้คนมาฝึกการรบทางเรืออยู่เป็นประจำ เผื่อเกิดศึกเสือเหนือใต้จะได้ระดมผู้คนที่ฝึกแล้วมาใช้ในการรบได้ทันท่วงที การฝึกพลสำหรับเรือรบทางแม่น้ำนั้น มักกำหนดกระทำกันในฤดูน้ำ เพราะนอกจากจะเป็นการสะดวกแก่การฝึกทางเรือแล้ว ยังตรงกับฤดูที่ราษฎรว่างจากการทำไร่ไถนา การระดมผู้คนมาฝึกในระยะนี้ จึงไม่ทำให้กระทบกระเทือนอาชีพราษฎรมากนัก ในระยะเวลาที่มีการเกณฑ์ฝึกในฤดูน้ำนี้ ก็ประจวบกับเทศกาลทอดกฐินพอดี ดังนั้น เพื่อมิให้การฝึกซ้อมไพร่พลเสียเวลาไปเปล่าๆ พระมหากษัตริย์จึงได้ทรงพระราชดำริที่จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ตามพระอารามหลวงริมน้ำโดยกระบวนเรือรบลำน้ำ ตั้งกระบวนเป็นกระบวนพยุหยาตราทำนองเสด็จกรีฑาทัพเรือ ครั้นเมื่อได้กระทำไปแล้วก็เป็นที่สบอัธยาศัยของชุมชนส่วนใหญ่ซึ่งถือว่าการทอดกฐินเป็นกิจสำคัญในทางพระศาสนาส่วนบรรดาไพร่พลที่ถูกเกณฑ์มาฝึกเตรียมรบ เมื่อได้โอกาสเข้ากระบวนเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินก็ยินดีปรีดาสนุกสนานบรรเทิงเพราะได้ร่วมงานพระราชกุศล ดังนั้น การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนเรือรบในลำแม่น้ำนี้ จึงกลายเป็นที่นิยมและกระทำสืบเนื่องกันเรื่อยมา แม้จะหมดสมัยที่จะใช้เรือเหล่านั้นเป็นเรือรบแล้ว ก็ยังหาได้เลิกกระบวนเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยเรือรบในลำแม่น้ำของโบราณไม่

 

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ก็ได้มีกฐินพยุหยาตราชลมารคมาแต่รัชกาลที่ ๑ แม้ว่าเรือใช้รบลำแม่น้ำของไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะได้ถูกพม่าเผาเสียหมดเมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย แต่เมื่อมาถึงสมัยกรุงธนบุรี สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้สร้างขึ้นใหม่เพื่อให้เพียงพอแก่การที่จะใช้ในการรบ และเมื่อว่างการรบก็ใช้จัดเป็นกระบวนเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีต่างๆ กฐินพยุหยาตราชลมารคในสมมัยรัชกาลที่ ๑ นั้น นอกจากจะมีกระบวนหลวงซึ่งจัดเป็นกระบวนพยุหยาตรากรีฑาทัพเรืออย่างโบราณแล้ว พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และอาณาประชาราษฎรที่มีฐานะ ยังได้ตกแต่งเรือด้วยลักษณะต่างๆ เช่น ทำเป็นจรเข้ เป็นหอย เป็นปลา และเป็นสัตว์น้ำต่างๆ มาสมทบเข้ากระบวน เป็นกระบวนนำและกระบวนตามกระบวนหลวง เรือบางลำก็มีวงปี่พาทย์และการเล่นต่างๆ ไปในเรือด้วย ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งเรือเป็นกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่ เสด็จไปถวายพระกฐิน มีเรือที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท แต่งเป็นรูปต่างๆ เข้ากระบวนเช่นในรัชกาลก่อน ในรัชกาลต่อมาก็ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราเป็นกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่บ้าง อย่างน้อยบ้าง ไปถวายผ้าพระกฐินสืบต่อกันเรื่อยมา แม้ต่อมาจะพ้นยุคพ้นสมัยที่จะใช้เรือรบทางแม่น้ำในการรบแล้ว ก็ยังคงรักษาเรือเหล่านั้นไว้สำหรับการพระราชพิธี เช่นเสด็จเลียบพระนคร และเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินโดยชลวิถีสืบต่อมา เป็นการรักษาซึ่งจารีตประเพณีอันดีงามของชาติไทยไว้มิให้เสื่อมสูญ

 

ต่อมาเมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ สถานการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จประทับอยู่ในพระราชอาณาจักร การถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราจึงมีอันต้องระงับไปเป็นเวลากว่า ๓๐ ปี แต่ก็เป็นบุญเหลือเกินที่จารีตประเพณีอันดีงามนี้ไม่ถึงกับต้องสูญสลาย เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ฟื้นฟูจารีตประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้นใหม่ เริ่มแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นต้นมา อะไรเป็นเหตุดลพระราชหฤทัยและทรงมุ่งหมายอย่างไรในการฟื้นฟูจารีตประเพณีที่กล่าวนี้ พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลย์ศักดิ์ สมัยยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการพระราชวัง ได้บรรยายให้ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศฟัง เมื่อ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๑๙ ว่า "เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่โรงเก็บเรือพระราชพิธี ในคลองบางกอกน้อย ทอดพระเนตรเห็นเรืออยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงทรงพระราชดำริว่าถ้าจะโปรดให้มีการฟื้นฟูประเพณี การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้น ก็ดูจะไม่เป็นการสิ้นเปลืองอะไรนัก เพราะคนก็ใช้กำลังทหารเรือเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทำขึ้นครั้งเดียวก็ใช้ได้นานปี ส่วนประโยชน์ที่จะพึงได้รับนั้นมีอยู่มากมายและหลายทางด้วยกัน เช่นเรือพระราชพิธีต่างๆ อันสวยงามและทรงคุณค่าในทางศิลปอย่างยิ่งนั้น ก็จะได้รับการดูแลรักษาและบูรณะซ่อมแซมให้ดีอยู่เสมอ เป็นการรักษาสมบัติอันมีค่าของชาติให้มีอายุยืนยาวออกไป ทั้งจะได้เป็นการฟื้นฟูขนบประเพณีอันดีที่บรรพชนของเราได้กระทำมาแล้วแต่ปางก่อน ให้ดำรงคงอยู่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ เป็นการบำรุงขวัญและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจของคนไทย ทั้งยังเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติไทยที่มีแต่โบราณกาล ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวต่างประเทศอยู่ตลอดกาลด้วย"

 

ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าฯ โดยแท้ พสกนิกรไทยรุ่นหลังนี้จึงมีโอกาสได้ชมกระบวนพยุหยาตราชลมารคตามโบราณราชประเพณีด้วยความภาตภูมิใจ

 

กระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ มีวิธีจัดกระบวนเป็น ๒ กระบวน เรียกว่า "กระบวนพยุหยาตรา (ใหญ่) ชลมารค" กระบวนหนึ่ง และ "กระพยุหยาตรา (น้อย) ชลมารค" อีกกระบวนหนึ่งแต่โบราณท่านจัดลักษณะกระบวนทั่งสองนี้แตกต่างกันอย่างไร กระบวนใดใช้เรือกี่ลำ เรืออะไรบ้าง ยังไม่มีใครสามารถที่จะค้นคว้าหาหลักฐานมารวบรวมไว้ให้สมบูรณ์ได้ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมพระนคร สวรรควรพินิต ครั้งทรงทำหน้าที่แทนเสนาบดีกระทรวงทหารเรืออยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพยายามที่จะค้นคว้าหาหลักฐานเพื่อวางเป็นระเบียบปฏิบัติไว้สำหรับชนรุ่นหลัง ก็ไม่อาจทรงกระทำได้ ดังนั้นเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๔๗๐ จึงได้ทรงทำหนังสือกราบบังคมทูลผ่านทางราชเลขาธิการ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตวางระเบียบริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีเสียใหม่ โดยจัดรูปกระบวนเข้าหาจำนวนเรือที่มีอยู่เป็นสำคัญ ยึดหลักโบราณราชประเพณีแต่เพียงอนุโลม ข้อความตอนหนึ่งในลายพระหัตถ์มีดังนี้

 

"ก็แหละการจัดขบวนเสด็จพระราชดำเนิน อันกระทรวงทหารเรือได้ปฏิบัติกันมานั้น อาศัยหลักความรู้และความทรงจำแบบแผนโบราณราชประเพณี จะมีลายลักษณ์อักษรที่จะสอบค้นเป็นหลักฐานได้ก็แต่น้อยและความทรงจำนั้นย่อมมีทางคลาดเคลื่อนโต้แย้งกันอยู่เป็นประการต่างๆ ทั้งจำนวนเรือที่คงมีอยู่ก็ไม่เปิดช่องให้จัดเต็มรูปแบบอย่างราชประเพณีโบราณทีเดียวได้ ย่อมได้สับเปลี่ยนลดหย่อนอนุโลมกันมาแล้วโดยลำดับ ข้าพเจ้าเห็นว่าบัดนี้ควรจะวางระเบียบริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีลงเสียให้แน่นอนอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ปราศจากสงสัยแก่ผู้ซึ่งมีหน้าที่ฉลองพระเดชพระคุณในการนี้สืบไป และรูปขบวนนั้นควรจัดเข้าหาจำนวนเรือที่คงมีอยู่เป็นประมาณ ยึดหลักโบราณราชประเพณีแต่โดยอนุโลม ทั้งควรคำนึกถึงการที่จะให้ได้นำเรือที่มีอยู่มาหมุนเวียนใช้โดยโอกาสทั่วถึงกันยิ่งขึ้น เพราะเรือเก่าเก็บเป็นทางแก่ความชำรุดยิ่งกว่าเรือใช้ ข้าพเจ้าจึงได้ลองกะขบวนต่างๆ ขึ้นโดยนัยดังกล่าวแล้ว ดังได้แนบมานี้ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุมัติเป็นประการใดแล้ว ก็จะให้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติราชการสิบไป"

 

กระบวนพยุหยาตราชลมารคในรัชกาลปัจจุบัน

 

ภายหลังจากที่ได้มีกระบวนพยุหยาตราชลมารค เมื่อคราวฉลองพระนครครบรอบ ๑๕๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว จากนั้นมาก็ไม่เคยมี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางราชการได้จัดงานฉลองพระพุทธศตวรรษขึ้นในงานนี้ได้มีการจัดกระบวนเรือพระราชพิธี อัญเชิญพระพุทธรูป พระไตรปิฎก และพระสงฆ์ แห่ไปตามลำน้ำเจ้าพระยา เป็นการเฉลิมฉลองและระลึกในพระตรัยรัตนาธิคุณ กระบวนครั้งนั้นเรียกกันว่า กระบวนพยุหยาตรา การจัดรูปกระบวนเรือคล้ายรูปกระบวนพยุหยาตราน้อย แต่ก็ไม่ครบถ้วน ทั้งนี้เนื่องจากเรือพระราชพิธีได้ชำรุดเสียหายไปตามสภาพบ้าง และชำรุดเพราะถูกระเบิดจากเครื่องบินครั้งสงครามมหาอาเซียบูรพาบ้าง ไม่มีเรือพอจะจัดให้เต็มรูปริ้วกระบวนตามแบบฉบับที่มีมาแต่โบราณ หรือที่กำหนดไว้ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้

 

ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค สำหนับเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ตามราชประเพณีที่เคยมีมาแต่เก่าก่อน ก็ไม่อาจจัดกระบวนให้ครบถ้วนเป็นกระบวนให้ครบถ้วนเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ หรือพยุหยาตราน้อย ได้เช่นกัน ครั้งนั้นมีเรือดั้งเหลือเพียง ๙ คู่ เรือรูปสัตว์ก็เหลือเพียง ๒ คู่ คือเรือพาสีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมืองคู่หนึ่ง และเรืออสุรวายุภักษ์ อสุรปักษา อีกคู่หนึ่ง เรือกระบี่และเรือครุฑไม่มี เรือคู่ชักก็ไม่มี เลยเอาเรืออสุรมาเป็นเรือคู่ชัก เอาเรือดั้งทองและเรือพญาวรนรเสริมริ้วเรือดั้งให้ครบ ๑๑ คู่ อย่างไรก็ตาม ทางราชการก็ได้เห็นคล้อยตามกระแสพระราชดำริ ว่าควรฟื้นฟูประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้น เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษให้ดำรงอยู่เป็นสัญญลักษณ์ของชาติและเป็นศรีแก่ประเทศสิบไป ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอันมีกองทัพเรือและกรมศิลปากร จึงได้ดำเนินการต่อเรือพระราชพิธีเพิ่มขึ้น ทั้งประเภทเรือดั้ง เรือทองขวานฟ้า ทองบ้าบิ่น เรือครุฑ เรือกระบี่ และเรือเอกชัย บางลำก็ต่อใหม่ทั้งลำ บางลำก็ต่อแต่ลำเรือ ใช้หัวเรือเดิมที่ตัดเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์มาซ่อม แล้วสวมใส่เข้ากับที่ต่อใหม่จนกลายเป็นเรือที่สมบูรณ์ และครบถ้วน พร้อมที่จะจัดเป็นกระบวนพยุหยาตราชลมารค ทั้งใหญ่และน้อยตามโบราณราชประเพณีได้ ดังนั้นเมื่อรัฐบาลได้ดำริที่จะมีการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ในเดือนเมษายน ๒๕๒๕ จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาของพระราชทานให้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบวงสรวงสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า โดยกระบวนยุหยาตราใหญ่ชลมารค ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมี และมีความภาคภูมิใจกับมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษท่านได้สร้างสมและรักษาไว้เป็นทอดๆ จนกระทั่งตกมาเป็นสมบัติอันหาค่ามิได้ของคนไทยในปัจจุบันนี้

 

การเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ คณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ได้เตรียมจัดริ้วกระบวนเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ เช่นเมื่องครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับจากการเสด็จเปิดสะพานพระพุทธยอดฟ้า คราวฉลองพระนครครบ ๑๕๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่เพิ่มเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชทอดบุษบกบัลลังก์ เชิญพระชัยหลังช้างขึ้นมาอีกลำหนึ่ง แต่ครั้นได้มีการซ้อมใหญ่ริ้วกระบวนดังกล่าวแล้ว ได้มีผู้นำความกราบบังคมทูลให้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า กระบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารคที่ซ้อมเตรียมถวายให้เป็นกระบวนเสด็จพระราชดำเนินนั้น มองดูไม่งดงามเป็นสง่าเท่าที่ควร เพราะเรือพระที่นั่งไปอยู่ท้ายกระบวนมีเรือตามแต่เรือกรมวัง ๑ ลำ กับเรือแซงอีก ๑ ลำเท่านั้น ในสมัยโบราณท่านจัดเช่นนี้ เพราะมีเรือพระบรมวงศานุวงศ์ตามเสด็จเป็นกระบวนหลังอีกหลายลำ จึงไม่เห็นไปว่าเรือพระที่นั่งไปรั้งท้ายกระบวน กาลบัดนี้ไม่มีเรือพระบรมวงศานุวงศ์ตามเป็นกระบวนหลัง เรือพระที่นั่งจึงกลายเป็นกระบวนหลังไม่งดงาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเห็นพ้องตามคำกราบบังคมทูลนั้นแล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ทรงพระดำริแก้ไขจัดรูปกระบวนเรือเสียใหม่ให้พ้อข้อตำหนิดังกล่าว

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ได้สนองพระมหากรุณาธิคุณ โดยประทานข้อคิดเห็นในการปรับปรุงกระบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ดังนี้

 

. ถอนเรือประตูน้ำ ซึ่งเดิมกำหนดใช้เรือดั้งทอง คือเรือทองขวานฟ้าและทองบ้าบิ่น แล่นนำอยู่สายนอกนั้น ลงมาเป็นกระบวนหลังสายใน แนวเดียวกับเรือรูปสัตว์ในกระบวนหน้า

 

๒. จัดเรือดั้งคู่ ๑๑ ขึ้นไปเป็นเรือประตูหน้า แต่ให้แล่นนำอยู่สายใน แนวเดียวกับเรือพิฆาตและเรือรูปสัตว์

 

๓. กระบวนหน้าสายนอก ซึ่งริ้วกระบวนเดิมเป็นเรือดั้ง ๑๑ คู่นั้น ให้ลดลงคงเหลือ เพียง ๖ คู่ และมีเรือรูปสัตว์ ๔ คู่เป็นเรือสายใน

 

๔. ถอนเรือดั้ง คู่ ๗ - ๘ - ๙ และ ๑๐ รวม ๔ คู่ ลงมาเป็นเรือกระบวนหลังริ้วนอก

 

การจัดกระบวนเรือตามพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ทำให้รูปกระบวนงดงามขึ้น คือมีทั้งกระบวนหน้า กระบวนเรือพระที่นั่ง กระบวนแซงเสด็จ และกระบวนหลัง เป็นลักษณะดุจดาวล้อมเดือน คือมีเรือพระที่นั่งเป็นเดือน เรืออื่นในกระบวนหน้า ในกระบวนแซง และในกระบวนหลังเป็นดาวล้อมอยู่ทุกด้าน

 

ริ้วกระบวนตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์นี้ ผู้บัญชาการทหารเรือซึ่งเข้าเฝ้ารับฟังกระแสพระราชดำริ รับว่าจะจัดสนองพระมหากรุณาธิคุณได้ทันงาน ดังนั้นริ้วกระบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ในคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี จึงเป็นไปอีกแบบหนึ่งผิดแผกกว่าที่ได้เคยมีมาแล้วแต่กาลก่อน เพื่อที่จะให้ท่านผู้สนใจศึกษาเกี่ยวกับการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค ได้ศึกษาริ้วกระบวนใหม่นี้ด้วยความเข้าใจดีขึ้น


POWERED BY CHAIYO READY WEB
LEADER IN READY TEMPLATE SERVICE